วิตามิน D3 กับ K2 ทำงานต่างกันอย่างไร? หลักฐานของการเสริมร่วมกัน
FORM37

D3 และ K2 เกี่ยวข้องกับกระดูกคนละขั้นตอน จึงถูกนำมาศึกษาและจัดสูตรร่วมกัน แต่เหตุผลเชิงกลไกยังไม่ยืนยันว่าการเสริมคู่ให้ประโยชน์เพิ่มกับทุกคน บทความนี้เน้นผลการทดลองในคน ข้อจำกัด และสิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนเลือกสูตรคู่
ก่อนอ่านต่อ
D3 และ K2 เกี่ยวข้องกับกระดูกคนละขั้นตอน จึงมีเหตุผลเชิงกลไกให้ศึกษาร่วมกัน แต่กลไกที่สอดคล้องกันยังไม่ใช่คำรับรองว่าการเสริมคู่กันให้ประโยชน์เพิ่มกับทุกคน
01 / D3 ช่วยอะไร ก่อนแคลเซียมจะถูกนำไปใช้?
วิตามิน D3 หรือ cholecalciferol เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินดี ร่างกายเปลี่ยนวิตามินดีผ่านตับและไตเป็นรูปที่ออกฤทธิ์ ซึ่งช่วยให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียม และช่วยรักษาระดับแคลเซียมกับฟอสเฟตให้เหมาะกับการสร้างแร่ธาตุในกระดูก
D3 จึงมีบทบาทต่อการใช้แคลเซียม แต่ตัวมันเองไม่ใช่แคลเซียม การดูแลกระดูกยังต้องพิจารณาอาหารและแคลเซียมที่ได้รับร่วมด้วย
ดูแหล่งอาหาร D3/K2 และความหมายของ MK-7
อ่านแหล่งข้อมูล: NIH ODS · Vitamin D
02 / แล้ว K2 เพิ่มบทบาทตรงไหน?
วิตามิน K2 เป็นกลุ่มหนึ่งของวิตามินเค มีหลายรูปแบบ เช่น MK-4 และ MK-7 วิตามินเคเป็นตัวช่วยของเอนไซม์ที่ปรับโปรตีนบางชนิดให้ทำหน้าที่ได้ รวมถึง osteocalcin ซึ่งเป็นโปรตีนในกระดูกที่เกี่ยวข้องกับการจับแคลเซียม
ขั้นตอนนี้เรียกว่า carboxylation การวัดโปรตีนที่ผ่านหรือยังไม่ผ่านขั้นตอนดังกล่าวช่วยให้นักวิจัยติดตามการตอบสนองต่อวิตามินเคได้ แต่ค่าตัวชี้วัดที่เปลี่ยนไปยังไม่เท่ากับการยืนยันว่ากระดูกแข็งแรงขึ้นหรือหักน้อยลง
อ่านแหล่งข้อมูล: NIH ODS · Vitamin K · Rønn และคณะ · 2021
03 / ทำไมจึงนำมาจัดสูตรร่วมกัน?
ในเชิงแนวคิด การจับคู่ D3 กับ K2 มาจากบทบาทที่เกี่ยวข้องกับการใช้แคลเซียมและกระดูกคนละส่วน จึงเป็นที่มาของคำถามวิจัยว่าการเสริมร่วมกันจะให้ประโยชน์เพิ่มหรือไม่
| วิตามิน | บทบาทที่ควรรู้ |
|---|---|
| D3 | ช่วยการดูดซึมแคลเซียม และการรักษาระดับแคลเซียมกับฟอสเฟต |
| K2 | เกี่ยวข้องกับการทำงานของโปรตีนที่พึ่งวิตามินเค เช่น osteocalcin |
บทบาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเหตุผลให้ศึกษา ไม่ใช่หลักฐานว่าทุกคนต้องเสริมทั้งสองตัว หรือสูตรรวมทุกสูตรให้ผลเหมือนกัน คำตอบต้องดูการทดลองในคนต่อ
อ่านแหล่งข้อมูล: NIH ODS · Vitamin D · NIH ODS · Vitamin K
04 / งานวิจัย K2 พบผลที่น่าสนใจอะไรบ้าง?
ศึกษาการเสริม MK-7 · ไม่ใช่การทดสอบสูตร D3 + K2 ของ FORM37
งานของ Knapen และคณะ ปี 2013 ศึกษาผู้หญิงสุขภาพดีหลังหมดประจำเดือน 244 คน โดยให้ MK-7 วันละ 180 ไมโครกรัม หรือยาหลอก เป็นเวลา 3 ปี
กลุ่มที่ได้รับ MK-7 มีการลดลงของมวลแร่ธาตุและความหนาแน่นกระดูกช้ากว่าที่กระดูกสันหลังส่วนเอวและคอกระดูกต้นขา แต่ไม่พบผลเช่นเดียวกันที่สะโพกรวม จึงเป็นผลที่น่าสนใจในประชากรและตำแหน่งกระดูกที่ศึกษา
อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้เปรียบเทียบ MK-7 กับยาหลอก ไม่ได้ทดสอบว่าการจับคู่กับ D3 ให้ผลเสริมกันมากเพียงใด และไม่ได้ศึกษาผลิตภัณฑ์ FORM37
อ่านแหล่งข้อมูล: Knapen และคณะ · 2013
05 / ถ้าได้รับ D3 อยู่แล้ว เติม K2 ให้ผลเพิ่มหรือไม่?
งานทดลองในคน · 142 คน · ติดตาม 3 ปี
งานของ Rønn และคณะ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารฉบับปี 2021 ศึกษาผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนที่มีภาวะมวลกระดูกต่ำ 142 คน ทุกคนได้รับ D3 วันละ 38 ไมโครกรัม และแคลเซียมวันละ 800 มก. จากนั้นแบ่งให้ MK-7 วันละ 375 ไมโครกรัม หรือยาหลอก เป็นเวลา 3 ปี
การเติม MK-7 ทำให้ตัวชี้วัดการ carboxylation ของ osteocalcin ดีขึ้น แต่เมื่อครบ 3 ปี ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มด้านความหนาแน่นกระดูกหรือโครงสร้างกระดูกระดับจุลภาค
ผลนี้ไม่ได้แปลว่า K2 ไม่มีบทบาทในร่างกาย แต่แสดงว่าตัวชี้วัดทางชีวภาพที่ดีขึ้นอาจไม่แปลเป็นประโยชน์ต่อกระดูกที่เพิ่มขึ้นในทุกสถานการณ์ ทั้งสองงานใช้กลุ่มคนและเงื่อนไขต่างกัน จึงไม่ควรนำมาเทียบกันเหมือนเป็นสูตรเดียวกัน
ปริมาณที่กล่าวถึงเป็นเงื่อนไขของงานวิจัย ไม่ใช่คำแนะนำให้รับประทานตาม และยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันผลของสูตร FORM37
อ่านแหล่งข้อมูล: Knapen และคณะ · 2013 · Rønn และคณะ · 2021
06 / ก่อนเลือกสูตรคู่ มีอะไรที่ต้องเช็ก?
เริ่มจากอาหาร อาหารเสริมตัวอื่น และยาที่ใช้อยู่ แล้วอ่านรูปแบบกับปริมาณต่อหน่วยบริโภคให้ครบ โดยเฉพาะเมื่อมีวิตามินดีอยู่ในหลายผลิตภัณฑ์ ไม่ควรเพิ่มปริมาณเองเพียงเพราะต้องการผลเร็วขึ้น
- ถ้าใช้ warfarin หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดที่ต้านฤทธิ์วิตามินเค ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนปริมาณ K2 เพราะอาจกระทบการควบคุมฤทธิ์ยา
- อ่านหน่วยให้ตรงกัน: วิตามินดี 1 ไมโครกรัมเท่ากับ 40 IU ส่วนปริมาณ K2 ในแต่ละสูตรอาจต่างกันทั้งรูปแบบและหน่วย
- แยกหลักฐานของวัตถุดิบออกจากหลักฐานของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป รวมถึงตรวจคำเตือนและส่วนประกอบที่อาจแพ้บนฉลาก
อ่านแหล่งข้อมูล: NIH ODS · Vitamin D · NIH ODS · Vitamin K
07 / รู้จัก D3 + K2 ในสูตร FORM37
สำหรับ FORM37 Liposomal Vitamin D3 + K2 & MCT Powder ฉลากที่แบรนด์จัดให้ระบุส่วนประกอบต่อหนึ่งหน่วยบริโภค หรือ 1 แคปซูล ดังนี้
| รายการ | ปริมาณ |
|---|---|
| วิตามิน D3 | 600 IU หรือ 15 ไมโครกรัม |
| วิตามิน K2 ชนิด MK-7 | 75 ไมโครกรัม |
| MCT ที่ให้จาก MCT Powder | 190 มก. |
ฉลากระบุว่ามีถั่วเหลือง เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน และผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน งานวิจัยที่ยกมาไม่ได้ทดสอบสูตรรวมนี้ จึงไม่ใช้ผลเหล่านั้นรับรองผลของสินค้าโดยตรง

อ่านแหล่งข้อมูล: ฉลาก FORM37 · NIH ODS · Vitamin D
อ่านหลักฐานและข้อมูลสินค้าอย่างไร?
ดูว่าแหล่งข้อมูลศึกษาในใคร วัดผลอะไร และมีข้อจำกัดใด การอ้างอิงงานของนักวิจัยไม่ได้หมายความว่านักวิจัยนั้นตรวจบทความหรือรับรองผลิตภัณฑ์ FORM37 ข้อมูลฉลากใช้ตรวจส่วนประกอบและหน่วยบริโภค ไม่ใช่หลักฐานประสิทธิผลทางคลินิก
บทความเรียบเรียงโดย FORM37 และอาจมีลิงก์ไปผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ โปรดอ่านหลักฐานต้นทางประกอบการตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิง
- NIH Office of Dietary Supplements — Vitamin D: Health Professional Fact Sheet
- NIH Office of Dietary Supplements — Vitamin K: Health Professional Fact Sheet
- Knapen et al. (2013). Three-year low-dose menaquinone-7 supplementation helps decrease bone loss in healthy postmenopausal women. Osteoporosis International, 24, 2499–2507. DOI: 10.1007/s00198-013-2325-6
- Rønn et al. (2021; online 2020). The effect of vitamin MK-7 on bone mineral density and microarchitecture in postmenopausal women with osteopenia, a 3-year randomized, placebo-controlled clinical trial. Osteoporosis International, 32, 185–191. DOI: 10.1007/s00198-020-05638-z
- ฉลาก FORM37 Liposomal Vitamin D3 + K2 + MCT Powder — ไฟล์ที่แบรนด์จัดให้ ตรวจส่วนประกอบ หน่วยบริโภคและคำเตือน
บทความให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช้วินิจฉัยโรคหรือแทนคำแนะนำเฉพาะบุคคล และไม่ได้ยืนยันผลของผลิตภัณฑ์ FORM37
Liposomal Vitamin D3 + K2 & MCT Powder
ตามฉลาก ต่อ 1 แคปซูลให้วิตามิน D3 600 IU และ K2 ชนิด MK-7 75 ไมโครกรัม
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค